ในยุคที่รถยนต์ไฟฟ้า (EV) กำลังกลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวัน หัวชาร์จรถไฟฟ้าจึงไม่ต่างจากเครื่องใช้ไฟฟ้าประจำบ้านที่ต้องใช้งานซ้ำ ๆ เป็นเวลานาน การเลือกหัวชาร์จที่เหมาะสมไม่เพียงช่วยให้ชาร์จได้สะดวก แต่ยังส่งผลต่อค่าใช้จ่าย ความปลอดภัย และอายุการใช้งานของแบตเตอรี่ในระยะยาว
บทความนี้จะพาไปทำความเข้าใจว่าหัวชาร์จรถไฟฟ้ามีกี่แบบ และควรเลือกใช้อย่างไรให้คุ้มค่าและปลอดภัยกับการใช้งานจริง

หัวชาร์จรถไฟฟ้าระบบ AC และ DC ต่างกันอย่างไร?

ก่อนจะไปดูว่าหัวชาร์จรถไฟฟ้ามีกี่ประเภท ควรทำความเข้าใจระบบการชาร์จ 2 รูปแบบหลักที่มีความแตกต่างกันที่ตำแหน่งการแปลงกระแสไฟ ดังนี้
-
การชาร์จแบบ AC
การชาร์จแบบ AC (Alternating Current) คือการใช้ไฟฟ้ากระแสสลับเช่นเดียวกับไฟบ้าน ไฟจะถูกส่งเข้าไปยังรถ และแปลงเป็นไฟฟ้ากระแสตรงผ่านอุปกรณ์ที่เรียกว่า On-board Charger ก่อนอัดเข้าแบตเตอรี่ กระบวนการนี้ใช้เวลานานกว่า แต่มีข้อดีคือเกิดความร้อนน้อย เหมาะกับการชาร์จข้ามคืน และช่วยถนอมแบตเตอรี่ในระยะยาว
-
การชาร์จแบบ DC
การชาร์จแบบ DC (Direct Current) เป็นการชาร์จไฟฟ้ากระแสตรงจากสถานีชาร์จไฟกำลังสูง โดยมีเครื่องแปลงไฟอยู่ที่ตัวสถานี ทำให้สามารถส่งไฟเข้าแบตเตอรี่ได้โดยตรง ไม่ต้องผ่าน On-board Charger จึงชาร์จได้รวดเร็วมาก (0-80% ใน 30-60 นาที) เหมาะกับการเดินทางไกลหรือสถานการณ์เร่งด่วน
หัวชาร์จรถไฟฟ้ามีกี่แบบ?

หากพิจารณาตามลักษณะการใช้งานจริง หัวชาร์จรถไฟฟ้าสามารถแบ่งออกได้เป็น 2 ประเภทหลัก ได้แก่
1. หัวชาร์จรถไฟฟ้าแบบธรรมดา (Normal Charger – AC)
หัวชาร์จรถไฟฟ้าแบบธรรมดาเป็นสายชาร์จที่ต่อกับเต้ารับไฟฟ้าในบ้านโดยตรง มักใช้เป็นอุปกรณ์ติดรถมาเพื่อกรณีจำเป็น ใช้เวลาชาร์จนานประมาณ 12–16 ชั่วโมง โดยหัวชาร์จรถไฟฟ้าแบบ AC ที่นิยมใช้ในประเทศไทยมี 2 แบบหลัก คือ
- Type 1 (J1772) หัวชาร์จรถไฟฟ้าที่มีหัวต่อแบบ 5 Pin นิยมในรถที่นำเข้าจากสหรัฐอเมริกาและญี่ปุ่น ปัจจุบันในไทยเริ่มพบน้อยลง
- Type 2 (Mennekes) หัวชาร์จรถไฟฟ้าที่เป็นมาตรฐานหลักที่นิยมที่สุดในไทย มีหัวต่อแบบ 7 Pin รองรับทั้งไฟ 1 เฟส และ 3 เฟส ทำให้ชาร์จได้เร็วกว่าแบบแรก
เหมาะกับใคร?
- ผู้ที่ใช้รถในชีวิตประจำวัน ระยะทางไม่ไกล
- ผู้ที่ต้องการชาร์จรถทิ้งไว้ที่บ้านหรือที่ทำงาน
- ผู้ที่ต้องการประหยัดค่าไฟ และถนอมแบตเตอรี่ในระยะยาว
2. หัวชาร์จแบบชาร์จเร็ว (Quick Charger – DC)
หัวชาร์จรถไฟฟ้าแบบชาร์จเร็วเป็นการชาร์จด้วยไฟฟ้ากระแสตรงจากสถานีชาร์จสาธารณะ โดยไม่ต้องผ่านระบบแปลงไฟในตัวรถ ทำให้สามารถชาร์จแบตเตอรี่จาก 0–80% ได้ภายในเวลาประมาณ 30–60 นาที โดยหัวชาร์จรถไฟฟ้าแบบ DC ที่พบในประเทศไทย ได้แก่
- CCS2 (Combined Charging System 2) เป็นหัวชาร์จรถไฟฟ้าที่ได้รับความนิยมสูงสุดในไทย จุดเด่นคือการรวมเอาหัวชาร์จแบบ AC Type 2 และ DC เข้าไว้ด้วยกันในหัวเดียว
- CHAdeMO หัวชาร์จรถไฟฟ้ามาตรฐานจากญี่ปุ่น นิยมใช้ในรถบางยี่ห้อ เช่น Nissan Leaf
- GB/T หัวชาร์จรถไฟฟ้านวัตกรรมจากจีน พัฒนาขึ้นเพื่อตอบรับความนิยมของผู้ใช้รถไฟฟ้าที่มีมากขึ้น มีรองรับทั้งแบบ AC และ DC
เหมาะกับใคร?
- ที่ต้องเดินทางไกล
- ผู้ที่ต้องการชาร์จไฟในเวลาจำกัด
- ผู้ที่ต้องการใช้เป็นทางเลือกเสริม ไม่ได้ใช้เป็นประจำทุกวัน
แม้จะสะดวกและรวดเร็ว แต่การใช้หัวชาร์จรถไฟฟ้าแบบ DC บ่อยเกินไปอาจทำให้แบตเตอรี่เกิดความร้อนสูง จึงไม่เหมาะกับการใช้งานเป็นหลักในชีวิตประจำวัน
วิธีการเลือกและใช้งานหัวชาร์จรถไฟฟ้าให้ปลอดภัย

วิธีการใช้หัวชาร์จรถไฟฟ้าอย่างปลอดภัย ไม่ได้ขึ้นอยู่กับความเร็วในการชาร์จเพียงอย่างเดียว แต่ต้องคำนึงถึงระบบไฟฟ้าโดยรวม หากกำลังตัดสินใจติดตั้งที่ชาร์จเอง ควรตรวจสอบเช็กลิสต์ ดังนี้
-
เลือกหัวชาร์จและเครื่องชาร์จที่ได้มาตรฐาน
ควรเลือกซื้อเครื่องชาร์จ (Wallbox) ที่ได้มาตรฐานสากล มีระบบป้องกันความปลอดภัยครบถ้วน เช่น ระบบป้องกันไฟเกิน และต้องเลือกประเภทหัวชาร์จรถไฟฟ้าให้ตรงกับช่องชาร์จของรถ
-
สำรวจมิเตอร์ไฟฟ้า
มิเตอร์ไฟฟ้าบ้านทั่วไปมักใช้ขนาด 5(15)A หรือ 15(45)A ซึ่งไม่เพียงพอสำหรับการติดตั้งหัวชาร์จไฟฟ้า ดังนั้น จึงควรเปลี่ยนมิเตอร์ไฟฟ้าให้มีขนาดที่รองรับ โดยขนาดที่แนะนำคือ ขนาด 30(100)A สำหรับมิเตอร์ 1 เฟส และขนาด 15(45)A หรือ 30(100)A สำหรับมิเตอร์ 3 เฟส รวมถึงควรหลีกเลี่ยงการใช้สายชาร์จแบบเสียบเต้ารับบ้านเป็นประจำ เพราะไม่ได้ออกแบบมารองรับโหลดสูงต่อเนื่อง
-
แยกวงจรไฟเฉพาะหากติดตั้งหัวชาร์จรถไฟฟ้าแบบ AC ที่บ้าน
ควรมีช่องว่างในตู้ควบคุมไฟฟ้าหลัก (MDB) เพื่อติดตั้งเบรกเกอร์ย่อยสำหรับวงจรหัวชาร์จรถไฟฟ้าโดยเฉพาะ และต้องแยกออกจากวงจรไฟฟ้าอื่น ๆ ในบ้าน เพื่อป้องกันการใช้กระแสไฟฟ้าเกินจนเกิดความร้อนสะสมในสายไฟหลัก
-
ติดตั้งอุปกรณ์ป้องกันครบถ้วน
ต้องติดตั้งเบรกเกอร์ (MCB) และ เครื่องตัดไฟรั่ว (RCD Type B) ซึ่งจำเป็นอย่างยิ่งเพราะสามารถป้องกันไฟฟ้ารั่วจากกระแสตรง (DC) ที่อาจเล็ดลอดมาจากแบตเตอรี่รถยนต์ได้ดีกว่า Type A
-
ติดตั้งในตำแหน่งที่เหมาะสม
ควรติดตั้งในที่ร่ม มีหลังคากันแดดกันฝน และมีการระบายอากาศที่สะดวก
-
ห้ามติดตั้งด้วยตนเองเด็ดขาด
ควรเลือกใช้บริการจากช่างผู้ชำนาญการ เพื่อให้การเดินสายไฟและการติดตั้งอุปกรณ์เป็นไปตามมาตรฐานการไฟฟ้า
วิธีการเลือกและใช้งานหัวชาร์จรถไฟฟ้าให้ประหยัด

หากต้องการใช้งานรถ EV อย่างคุ้มค่าในระยะยาว การเลือกหัวชาร์จรถไฟฟ้าให้เหมาะกับพฤติกรรมการใช้งานเป็นสิ่งสำคัญ
-
เน้นชาร์จ AC ที่บ้าน
การชาร์จแบบ AC ที่บ้านเป็นวิธีที่ประหยัดที่สุดเพราะค่าไฟต่อหน่วยถูกกว่าสถานีสาธารณะ และความร้อนที่เกิดขึ้นน้อยกว่ายังช่วยยืดอายุการใช้งานของแบตเตอรี่ได้ดีกว่าการชาร์จแบบ DC บ่อย ๆ โดยควรใช้หัวชาร์จรถไฟฟ้าแบบ DC เฉพาะเมื่อจำเป็น เช่น เดินทางไกลหรือเร่งด่วน
-
เช็กความสามารถในการรับไฟของรถ
รถแต่ละรุ่นรับไฟได้ต่างกัน การเลือกเครื่องชาร์จที่มีกำลังสูงกว่าที่รถรับได้ นอกจากจะไม่ช่วยให้ชาร์จเร็วขึ้น ยังอาจทำให้เกิดค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็น
การรู้จักประเภทของหัวชาร์จรถไฟฟ้าและการเตรียมระบบไฟฟ้าให้พร้อม ไม่เพียงแต่ช่วยให้คุณตัดสินใจเลือกซื้อหรือติดตั้งอุปกรณ์ได้อย่างคุ้มค่า แต่ยังมอบความอุ่นใจในเรื่องความปลอดภัยต่อชีวิตและทรัพย์สินในระยะยาวอีกด้วย
ที่มา:
https://www.autospinn.com/2025/09/ev-charging-plug-145162
https://www.heygoody.com/th/blogs/motor/types-of-ev-charger/
https://www.nexpoint.co.th/รายละเอียด/หัวชาร์จรถไฟฟ้ามีกี่แบบ_Und_แต่ละแบบชาร์จรถประเภทไหนได้บ้าง