• 6 Views
  • Jun 25, 2026
  • 7 mins read

6 พฤติกรรมเสี่ยงหน้าฝน! เลี่ยงไว้ก่อนเกิดอันตรายจากไฟฟ้า

เมื่อเข้าสู่ฤดูฝน พายุฝนฟ้าคะนองมักเป็นชนวนเหตุสำคัญที่ก่อให้เกิด อันตรายจากไฟฟ้า ได้ง่ายกว่าปกติ ไม่ว่าจะเป็นภัยเงียบอย่าง “ไฟกระชาก” จากฟ้าผ่าที่พร้อมทำลายเครื่องใช้ไฟฟ้าชิ้นโปรด หรือความเสี่ยงจากไฟฟ้ารั่วและไฟดูดที่อาจรุนแรงถึงขั้นเกิดการบาดเจ็บเสียชีวิต ซึ่งน่าแปลกใจที่สถิติพบว่าประมาณ 1 ใน 3 ของการบาดเจ็บจากฟ้าผ่ามักเกิดขึ้นภายในอาคาร โดยมีสาเหตุหลักมาจากพฤติกรรมความเคยชินในการใช้งานไฟฟ้าที่เราทำกันอยู่ทุกวันโดยไม่รู้ตัว

เพื่อส่งเสริมการใช้ไฟฟ้าอย่างปลอดภัยสูงสุดสำหรับทุกคนในบ้าน เซฟไทยจะพาไปเจาะลึกกับ ‘6 พฤติกรรมเสี่ยงใช้ไฟในหน้าฝนที่ควรเลี่ยง’ พร้อมคู่มือการจัดการความปลอดภัยที่เข้าใจง่าย เพื่อให้คุณและครอบครัวรอดพ้นจากภัยเงียบในฤดูฝนนี้ได้อย่างมั่นใจ

6 พฤติกรรมใช้ไฟที่ควรเลี่ยงในหน้าฝน

6 พฤติกรรมเสี่ยงใช้ไฟในหน้าฝนที่ควรเลี่ยง

1. เปิดใช้งานเครื่องใช้ไฟฟ้าขณะฝนฟ้าคะนอง

อันตรายจากไฟฟ้าหน้าฝน เปิดใช้งานเครื่องใช้ไฟฟ้าขณะฝนฟ้าคะนอง

การเปิดทีวี คอมพิวเตอร์ หรือเครื่องซักผ้าทิ้งไว้ขณะฝนฟ้าคะนอง มีความเสี่ยงสูงมากเนื่องจากกระแสไฟจากฟ้าผ่าสามารถเดินทางผ่านระบบไฟฟ้า สายสัญญาณ หรือโครงสร้างเหล็กในผนังคอนกรีตเข้ามาในบ้านได้ ซึ่งจะก่อให้เกิดไฟกระชากที่ถาโถมเข้าสู่ระบบสายไฟ วิ่งไปทำลายแผงวงจรอิเล็กทรอนิกส์และชิ้นส่วนภายในของเครื่องใช้ไฟฟ้าให้ชำรุดเสียหายหรือไหม้พังได้ในทันที

แนวทางเพื่อความปลอดภัย: ยึดหลัก “ฝนตกเมื่อไหร่ หยุดใช้สักพัก” โดยควรปิดเครื่องและหลีกเลี่ยงการใช้งานอุปกรณ์ทุกชนิดที่ต่อกับเต้ารับไฟฟ้า เช่น คอมพิวเตอร์, แล็บท็อป, เกมคอนโซล, เครื่องซักผ้า, เครื่องอบผ้า หรือเตาไฟฟ้า

2. สัมผัสสวิตช์หรือปลั๊กไฟขณะที่ร่างกายเปียก

อันตรายจากไฟฟ้าหน้าฝน สัมผัสสวิตช์หรือปลั๊กไฟขณะที่ร่างกายเปียก

การแตะต้องสวิตช์ไฟ เสียบปลั๊กไฟ หรือทำกิจกรรมที่สัมผัสกับน้ำ เช่น การล้างจานและการอาบน้ำในขณะเกิดพายุฝน เป็นสิ่งที่ไม่ควรทำอย่างยิ่ง เนื่องจากน้ำและท่อประปาโลหะเป็นตัวนำไฟฟ้าที่ดีเยี่ยม ซึ่งจะทำให้ความต้านทานต่อไฟฟ้าของผิวหนังลดลงอย่างมาก หากมีกระแสไฟฟ้ารั่วซึมหรือมีไฟจากฟ้าผ่าเดินทางผ่านระบบประปา กระแสไฟฟ้าจะไหลผ่านร่างกายเข้าสู่หัวใจได้อย่างรวดเร็วและรุนแรงถึงขั้นเสียชีวิตได้

แนวทางเพื่อความปลอดภัย: หลีกเลี่ยงการสัมผัสอุปกรณ์ไฟฟ้าหรือระบบประปาขณะร่างกายเปียกชื้น และควรติดตั้ง ‘สายดิน’ ควบคู่กับ ‘เครื่องตัดไฟรั่ว’ (RCD) ที่ได้มาตรฐาน มอก. ในวงจรไฟฟ้าที่เสี่ยงต่อความชื้น เช่น เครื่องทำน้ำอุ่น

3. เสียบปลั๊กทิ้งไว้ แม้ไม่ได้ใช้งาน

อันตรายจากไฟฟ้าหน้าฝน เสียบปลั๊กทิ้งไว้ แม้ไม่ได้ใช้งาน

การเสียบปลั๊กเครื่องใช้ไฟฟ้าหรือสายชาร์จต่าง ๆ คาเต้ารับไว้ตลอดเวลา แม้จะปิดสวิตช์ตัวเครื่องไปแล้วก็ตาม แรงดันไฟกระชากจากฟ้าผ่าภายนอกอาคารหรือกระแสไฟฟ้าที่ผันผวนหลังไฟดับ ก็ยังสามารถวิ่งผ่านระบบสายไฟเข้ามาทำลายไมโครโพรเซสเซอร์และแผงวงจรดิจิทัลข้างในอุปกรณ์จนพังเสียหายได้ โดยเฉพาะโทรศัพท์บ้านแบบมีสายที่กระแสไฟสามารถวิ่งผ่านสายโทรศัพท์มาทำอันตรายต่อผู้ใช้งานโดยตรง

แนวทางเพื่อความปลอดภัย: ยึดหลัก “ถอดปลั๊กไฟ หลังใช้ทุกครั้ง” โดยเฉพาะอุปกรณ์ 5 กลุ่มเสี่ยง ได้แก่ กลุ่มอิเล็กทรอนิกส์, สมาร์ทโฮม, เครื่องครัวขนาดเล็ก, เครื่องปรับอากาศ และเครื่องใช้ไฟฟ้าขนาดใหญ่ ส่วนโทรศัพท์มือถือและโทรศัพท์ไร้สาย สามารถใช้งานได้ตามปกติหากไม่ได้เสียบสายชาร์จทิ้งไว้

4. ใช้งานไฟฟ้าในพื้นที่น้ำท่วมขัง

อันตรายจากไฟฟ้าหน้าฝน ใช้งานไฟฟ้าในพื้นที่น้ำท่วมขัง

การปล่อยให้กระแสไฟฟ้ายังคงจ่ายไปยังบริเวณชั้นล่างของอาคารหรือพื้นที่ที่มีน้ำท่วมขัง รวมถึงการใช้งานอุปกรณ์ไฟฟ้าที่ต้องแช่น้ำโดยไม่มีระบบป้องกันที่แน่นหนา น้ำซึ่งเป็นตัวนำไฟฟ้าที่มีประสิทธิภาพสูงจะทำให้กระแสไฟฟ้ารั่วไหลกระจายออกไปในน้ำเป็นวงกว้าง ส่งผลให้ผู้ที่เดินลุยน้ำหรือสัมผัสโดนน้ำในบริเวณนั้นถูกไฟดูดและเกิดอันตรายถึงแก่ชีวิตได้ทันที

แนวทางเพื่อความปลอดภัย: ต้องจัดให้มีการแยกวงจรไฟฟ้าที่น้ำอาจท่วมถึงออกจากกันอย่างชัดเจน เพื่อให้สามารถปลดไฟเฉพาะจุดลงได้ทันทีเมื่อเกิดน้ำท่วม และอุปกรณ์ที่ต้องแช่น้ำ เช่น ปั๊มเติมอากาศบ่อปลา จะต้องติดตั้งเครื่องตัดไฟรั่วและใช้แรงดันต่ำพิเศษเท่านั้น

5. ละเลยการตรวจสอบอุปกรณ์ไฟฟ้าภายนอกอาคาร

อันตรายจากไฟฟ้าในหน้าฝน ละเลยการตรวจสอบอุปกรณ์ไฟฟ้าภายนอกอาคาร

การปล่อยปละละเลยอุปกรณ์ไฟฟ้านอกตัวบ้าน เช่น ไฟสนาม, ไฟกิ่ง, กริ่งประตู, ปั๊มน้ำ หรือการลากสายไฟทั่วไปมาใช้งานนอกอาคารชั่วคราว อุปกรณ์เหล่านี้ต้องเผชิญกับลม ฝน และแสงแดดโดยตรง หากเกิดการเสื่อมสภาพ ละอองฝนและความชื้นในหน้าฝนจะทำหน้าที่เป็นสะพานไฟ ทำให้เกิดไฟฟ้ารั่วซึมลงสู่พื้นดินหรือสิ่งแวดล้อมรอบข้าง และช็อตผู้ที่เดินผ่านไปมาในบริเวณนั้นได้

แนวทางเพื่อความปลอดภัย: เลือกใช้สายไฟและอุปกรณ์ไฟฟ้าภายนอกอาคารชนิดกันน้ำ (Waterproof) ที่ทนทานต่อสภาวะแวดล้อมและแสงแดด และวงจรไฟฟ้าภายนอกทั้งหมดจะต้องมีการป้องกันด้วยเครื่องตัดไฟรั่วแยกต่างหากเพื่อความปลอดภัย

6. ปล่อยให้สายไฟหรือปลั๊กชำรุดโดยไม่ซ่อมแซม

อันตรายจากไฟฟ้าในหน้าฝน ปล่อยให้สายไฟหรือปลั๊กชำรุดโดยไม่ซ่อมแซม

การละเลยสายไฟที่แตกหัก ฉนวนหุ้มหลุดล่อน เตาเสียบที่หลวม หรือมีรอยไหม้เกรียม โดยไม่ซ่อมแซมเพราะคิดว่ายังใช้งานเปิดปิดได้ตามปกติ ในฤดูฝนที่ความชื้นในอากาศสูงขึ้นมาก ความชื้นและละอองฝนจะซึมเข้าสู่รอยแตกหักหรือจุดที่ชำรุดของสายไฟได้ง่ายและรวดเร็ว ก่อให้เกิดไฟฟ้าลัดวงจร ประกายไฟ หรือไฟฟ้ารั่วไหลผ่านโครงสร้างบ้านจนเกิดอุบัติเหตุร้ายแรง

แนวทางเพื่อความปลอดภัย: ยึดหลัก “หมั่นสำรวจและซ่อมแซม” คอยสังเกตสัญญาณเตือนภัย เช่น เสียงช็อตดังเปรี๊ยะ, การเปลี่ยนสีหรือกะพริบของหน้าจอ, กลิ่นเหม็นไหม้ หรือเบรกเกอร์ที่ทริปบ่อย หากพบรอยชำรุดให้รีบตัดไฟและเรียกช่างผู้เชี่ยวชาญมาแก้ไขทันที

 

อันตรายจากไฟฟ้า ในช่วงหน้าฝนสามารถป้องกันได้ด้วยความไม่ประมาท เพียงแค่เราปรับเปลี่ยนพฤติกรรมความเคยชิน พร้อมติดตั้งระบบสายดินและเครื่องตัดไฟรั่วที่ได้มาตรฐาน ก็จะช่วยเปลี่ยนหน้าฝนให้เป็นฤดูที่ปลอดภัย ไร้กังวลเรื่องไฟดูดและไฟกระชากสำหรับทุกคนในบ้าน

 

ที่มา:
https://digicabi.com.sg/how-humidity-impacts-electronic-equipment/
https://www.bonprixelectromenagers.com/blogs/news/protecting-your-appliances-from-excessive-humidity-a-maintenance-guide-6
https://appliance-technician-central-coast-nsw.com/the-impact-of-humidity-on-appliance-lifespan
https://www.electricalexperts.com/blog/2025/june/the-impact-of-high-humidity-on-home-electrical-s/